
บทวิจารณ์หนังสือ "ปฏิวัติในถ้วยน้ำชา" โดยหมอกิจจา
วิจารณ์หนังสือ
ปฏิวัติความรู้ในถ้วยน้ำชา การจัดการความรู้แบบไทยๆวิศิษฐ์ วังวิญญู เขียน
นิพนธ์ แจ่มดวง บรรณาธิการ
สำนักพิมพ์วงน้ำชา
หนังสือเล่มใหม่ของ วิศิษฐ์ วังวิญญู ได้นำเสนอการเรียนรู้ในแบบที่ไม่อิงตามกระแสหลัก ไม่ว่าด้านการนำองค์กร ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ การจัดการความรู้ กระทั่งถึงทฤษฎีสรรพสิ่งในการจัดการความรู้ สำหรับผู้เคยอ่านผลงานของเขามาแล้ว คงไม่ผิดหวังที่จะได้เห็นเรื่องราวของความรู้ที่ไม่ตามกระแส และมองเห็นภาพการประยุกต์ความรู้นั้นมาสู่บุคคล องค์กร และสังคม ในห้วงเวลาที่ความเป็นไปของโลกตามแบบกระบวนทัศน์เดิมได้ถูกสั่นคลอนอย่างหนัก อันเนื่องมาจากภาพจำลองจักรวาลประหนึ่งว่าเป็นเครื่องจักรของมนุษย์
ปฏิวัติความรู้ในถ้วยน้ำชา จึงเป็นเหมือน "ของขวัญ" ที่ผู้เขียนได้หยิบยื่นให้กับผู้มาเยี่ยมเยือน มอบความหวังแก่ผู้อ่านว่า ในท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย แม้ในกำแพงอันทึบตันนั้นก็ยังมีประตูอยู่เสมอ ประตูที่จะเปิดให้เราได้ก้าวข้ามความอึดอัดต่าง ๆ ที่รุมเร้าอยู่ เช่นเดียวกับ "อลิซในแดนมหัศจรรย์" มองเห็นช่องทางออกจากห้องภายในโพรงกระต่าย และหนังสือปฏิวัติในถ้วยน้ำชานี้ก็เสมือนเป็นน้ำยาวิเศษที่ช่วยย่อขนาดเราให้เดินลอดผ่านประตูแห่งยุคสมัยอันวุ่นวายนี้ได้
บทแรกของหนังสือ สุนทรียะสนทนากับการสร้างพลังในมิติขององค์กรและเครือข่าย เป็นเหมือนเรือนชานรับแขกสำหรับผู้อ่านที่จะได้ลิ้มลองเนื้อหาความรู้ในวิถีกระบวนทัศน์ใหม่ ให้เห็นถึงภาพรวมว่าเมื่อเปลี่ยนแปลงวิธีการมองสรรพสิ่งแล้ว โลกยังมีความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงต่อไปได้อย่างไร อนาคตไม่ใช่เป็นโชคชะตาที่ใครกำหนดให้ แต่เป็นผลในระดับสมุหะที่มากจากผลกระทบของการกระทำในระดับปัจเจกอย่างเราด้วยเช่นกัน
ปฏิวัติความรู้ในถ้วยน้ำชา จึงเป็นเหมือน "ของขวัญ" ที่ผู้เขียนได้หยิบยื่นให้กับผู้มาเยี่ยมเยือน มอบความหวังแก่ผู้อ่านว่า ในท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย แม้ในกำแพงอันทึบตันนั้นก็ยังมีประตูอยู่เสมอ ประตูที่จะเปิดให้เราได้ก้าวข้ามความอึดอัดต่าง ๆ ที่รุมเร้าอยู่ เช่นเดียวกับ "อลิซในแดนมหัศจรรย์" มองเห็นช่องทางออกจากห้องภายในโพรงกระต่าย และหนังสือปฏิวัติในถ้วยน้ำชานี้ก็เสมือนเป็นน้ำยาวิเศษที่ช่วยย่อขนาดเราให้เดินลอดผ่านประตูแห่งยุคสมัยอันวุ่นวายนี้ได้
บทแรกของหนังสือ สุนทรียะสนทนากับการสร้างพลังในมิติขององค์กรและเครือข่าย เป็นเหมือนเรือนชานรับแขกสำหรับผู้อ่านที่จะได้ลิ้มลองเนื้อหาความรู้ในวิถีกระบวนทัศน์ใหม่ ให้เห็นถึงภาพรวมว่าเมื่อเปลี่ยนแปลงวิธีการมองสรรพสิ่งแล้ว โลกยังมีความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงต่อไปได้อย่างไร อนาคตไม่ใช่เป็นโชคชะตาที่ใครกำหนดให้ แต่เป็นผลในระดับสมุหะที่มากจากผลกระทบของการกระทำในระดับปัจเจกอย่างเราด้วยเช่นกัน
และในบทต่อมา การเขียนโลกใบใหม่ เป็นเหมือนส่วนขยายให้เห็นว่าเราสามารถสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับโลกจากเปลี่ยนแปลงโลกภายในของเรา ด้วยฐานความรู้เรื่องชีวิตจากวิชาชีววิทยา การเปลี่ยนแปลงใดๆ ล้วนเกิดจากการรู้ในระดับปัจเจกที่รับรู้ถึงสภาวะแวดล้อมภายนอก และความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนนั้นเกิดจากความเรียบง่าย ภายใต้ระบบชีวิตอันอยู่ในสภาวะปกติ ตรงกันข้ามกับความเข้าใจของเราโดยทั่วไปที่คิดว่าต้องสร้างบรรยากาศให้ผู้คนหวาดกลัว เต็มไปด้วยการแข่งขัน จึงสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ผู้นำต้องการ อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนได้เสนอภาพที่มีหวังของการเขียนโลกใบใหม่แก่ผู้อ่านว่า เราสามารถนำความต้องการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการรับรู้ใหม่นั้นสร้างเป็นโลกใบใหม่ให้เกิดขึ้นอย่างมีเลือดเนื้อผ่านการ
"โยงใยพลังของปัจเจกให้เป็นพลังของสมุหะเมื่อเราไปพ้นกรอบจำกัดของเงื่อนไข..."
ในบทต่อมา ระบบชีวิตกับการจัดการความรู้ ผู้เขียนได้นำเสนอการจัดการความรู้ในมุมมองของระบบชีวิตผ่านทฤษฎีทางชีววิทยาที่ระบุว่า ระบบชีวิตนั้นจะธำรงสุขภาวะที่ดีขึ้นได้จากการเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกัน ดังนั้น การแลกเปลี่ยนเชื่อมโยงความรู้จึงเป็นธรรมชาติของชีวิต ยิ่งกว่านั้น การเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนความรู้ยังมีความสำคัญต่อการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตชนิดนั้น การอยู่รอดไม่ได้ขึ้นกับความเข้มแข็งในการแก่งแย่ง หากแต่เป็นการอยู่ร่วมกัน ร่วมมือกันบรรสานความเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นจากความรู้ใหม่ จากทฤษฎีต่างๆ ได้นำมาสู่หลักการที่จะเอื้อให้เกิดการจัดการความรู้ในองค์กร ซึ่งผู้เขียนได้นำเสมอมุมมองที่ต่างจากการจัดการความรู้ในองค์กรตามกระบวนทัศน์เดิม ที่มองเห็นความรู้ราวกับเป็นวัตถุที่แยกจากผู้คน สามารถนำมาจัดเก็บในเครื่องคอมพิวเตอร์และใครๆก็นำมาใช้ได้ไม่แตกต่างกัน
แต่หลักการที่นำเสนอในหนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นว่า ความรู้ถูกสร้างโดยมนุษย์ การสร้างและแบ่งปันความรู้เป็นธรรมชาติของมนุษย์ ทุกคนเป็นคนทำงานที่มีความรู้ การจัดการความรู้เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ไม่ใช่เทคโนโลยี แต่องค์กรต้องมีความอดทน เพราะความรู้นั้นเกิดขึ้นในกระบวนการที่ไร้ระเบียบ และกระบวนการเช่นนี้ต้องใช้เวลา
และท้ายสุดของบทนี้ ผู้เขียนได้เน้นถึงหลุมพรางของการวัดผลงานขององค์กร ราวกับองค์กรเป็นเครื่องจักร โดยนำเสนอเปรียบเทียบกับวงจรป้อนกลับในระบบชีวิต ที่เป็นหนทางให้เกิดวงจรเรียนรู้เชิงบวก อันสร้างความงอกงามขององค์กรโดยไม่จำเป็นต้องให้ร้ายกัน หรือลดทอนความมีชีวิตของผู้คนในองค์กร
แต่หลักการที่นำเสนอในหนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นว่า ความรู้ถูกสร้างโดยมนุษย์ การสร้างและแบ่งปันความรู้เป็นธรรมชาติของมนุษย์ ทุกคนเป็นคนทำงานที่มีความรู้ การจัดการความรู้เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ไม่ใช่เทคโนโลยี แต่องค์กรต้องมีความอดทน เพราะความรู้นั้นเกิดขึ้นในกระบวนการที่ไร้ระเบียบ และกระบวนการเช่นนี้ต้องใช้เวลา
และท้ายสุดของบทนี้ ผู้เขียนได้เน้นถึงหลุมพรางของการวัดผลงานขององค์กร ราวกับองค์กรเป็นเครื่องจักร โดยนำเสนอเปรียบเทียบกับวงจรป้อนกลับในระบบชีวิต ที่เป็นหนทางให้เกิดวงจรเรียนรู้เชิงบวก อันสร้างความงอกงามขององค์กรโดยไม่จำเป็นต้องให้ร้ายกัน หรือลดทอนความมีชีวิตของผู้คนในองค์กร
เรื่องของความรู้ได้ถูกนำมากล่าวต่อเนื่องในบท จากการจัดการความรู้สู่การบ่มเพาะความรู้ ได้นำเสนอข้อสังเกตเรื่องการเคลื่อนย้ายกระบวนทัศน์จากยนตรกรรม มาเป็นระบบชีวิต อันเป็นการสังเคราะห์ทฤษฎีความรู้ต่างๆ ออกมาเป็นข้อสังเกต การตอกย้ำถึงความป่วยไข้ขององค์กรในยุคที่มองเห็นองค์กรมนุษย์เป็นเพียงเครื่องจักรกลไก ความป่วยไข้อันเกิดจากการปฏิเสธความมีชีวิต ซึ่งผู้เขียนได้นำเสนอการบำบัดให้กับการป่วยไข้นี้ด้วยเช่นกัน โดยสรุปเป็น "ยุทธการซูชิ" อันเป็นสิ่งที่องค์กรสามารถทำได้ทันที เพียงแต่ค่อยๆจัดการทีละส่วน ๆ ตามกำลังที่มี เหมือนการกินข้าวปั้นทีละคำก็ทำให้อิ่มได้ หากเริ่มต้นทีละน้อยๆ ไม่ช้าความรู้ที่จำเป็นก็จะถูกค้นพบได้ในองค์กรนั้นเอง และ "วิถี" แห่งการค้นพบความรู้ก็จะเกิดขึ้นไปทั่วทั้งองค์กร เหมือนต้นไม้ใหญ่ที่เกิดจากเมล็ดเล็กนิดเดียว หากเมื่อได้รับการบ่มเพาะ หล่อเลี้ยงฟูมฟัก จนทำให้ค่อยๆเติบโตขึ้น
สุดท้ายในเรื่องของทฤษฎีความรู้ ผู้เขียนได้นำเรามาสู่ ทฤษฎีสรรพสิ่ง (Unified Theory) เรื่องการจัดการความรู้ ที่ผสานทั้งมุมมองจากความรู้เรื่องคลื่นสมอง ความรู้เรื่องโหมดชีวิต ทฤษฎีประสิทธิภาพการเรียนรู้ของ ดรายฟัสและดรายฟัส(คนละคนแต่นามสกุลเดียวกัน) จนมาถึงเรื่องทางจิตวิญญาณ อย่างพระอภิธรรมของมหายาน และตอนท้ายของหนังสือเป็นคำสัมภาษณ์ของผู้เขียน ซึ่งได้ให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ทำให้ผู้อ่านมองเห็นภาพความคิดของผู้เขียนที่ผ่านการศึกษาด้วยการนำชีวิตตนเองมาใช้เป็นบทเรียนที่สำคัญ ถ้อยความในบทสัมภาษณ์บอกให้เรารู้ถึงที่มาของแรงบันดาลใจ ที่มาของความเชื่อและการดำรงชีวิตนอกกระแสสังคม อันพัฒนามาเป็นผลงานเขียนในหนังสือของเขา
จุดเด่นของหนังสือ ปฏิวัติความรู้ในถ้วยน้ำชา คือ การรวบรวมแนวคิด ทฤษฎีด้านการเรียนรู้ การจัดการความรู้ในมิติที่แตกต่างจากกระแสหลัก มาเรียงร้อยเข้าด้วยกัน เป็นความรู้ที่ผ่านการย่อยสังเคราะห์จากผู้เขียนซึ่งมีประสบการณ์นำทฤษฎีเหล่านั้นไปสู่การปฏิบัติ และได้ถูกนำเสนออย่างเป็นรูปธรรม ส่วนข้อที่อาจเป็นข้อจำกัดของหนังสือเล่มนี้ คือ เนื้อหาความรู้ทฤษฎีที่มากมายนี้เอง เพราะความมากมายหลากหลายของความรู้ทำให้การเข้าใจกับเรื่องที่ผู้เขียนนำเสนอนั้น ค่อนข้างยากที่จะเข้าใจสำหรับผู้อ่านที่ไม่เคยอ่านงานในกระบวนทัศน์ใหม่เหล่านี้มาก่อน แม้ว่าผู้อ่านจะสามารถติดตามอ่านเพิ่มเติมได้จากการอ้างถึงชื่อหนังสือที่มาของความคิดทฤษฎีเหล่านั้นก็ตาม แต่ก็อาจทำให้ผู้อ่านใหม่ๆ รู้สึกขยาดกับทฤษฎีเหล่านั้นไปก็เป็นได้
แต่สำหรับผู้เคยอ่านงานของ วิศิษฐ์ วังวิญญู มาก่อนแล้ว คงคุ้นเคยกับการนำความรู้อันหลากหลายมาเชื่อมโยงกันอย่างแยบคายของเขา และจากหนังสือนี้ผู้อ่านคงเห็นพัฒนาการในความคิดที่ลุ่มลึกยิ่งขึ้นของเขา ในศักยภาพของมนุษย์ที่จะวิวัฒน์ต่อไปจากยุคสมัยอันสับสนนี้ ดังภาพที่เขาเองได้พรรณนาในตอนท้ายว่า
แต่สำหรับผู้เคยอ่านงานของ วิศิษฐ์ วังวิญญู มาก่อนแล้ว คงคุ้นเคยกับการนำความรู้อันหลากหลายมาเชื่อมโยงกันอย่างแยบคายของเขา และจากหนังสือนี้ผู้อ่านคงเห็นพัฒนาการในความคิดที่ลุ่มลึกยิ่งขึ้นของเขา ในศักยภาพของมนุษย์ที่จะวิวัฒน์ต่อไปจากยุคสมัยอันสับสนนี้ ดังภาพที่เขาเองได้พรรณนาในตอนท้ายว่า
และยุคสมัยต่อไปของมนุษย์นั้น คงเป็นยุคที่เราจะมาร่วมกันสรรค์สร้างโลกใบใหม่ โลกที่ถักทอขึ้นจากความรู้อันจะนำความเป็นหนึ่งเดียวกันของมนุษย์ และธรรมชาติ กลับคืนมาอีกครั้ง".... เมื่อเราค้นพบว่าไวยากรณ์ของจักรวาลคืออะไร การเขียนโลกใบใหม่
คือโลกใบที่หลักการอันเร้นลับของจักรวาลถูกค้นพบ
เราและจักรวาลจึงจะกลับมาเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง เมื่อเราเข้าใจถูกต้อง
ธรรมชาติกับเรากลับมายืนอยู่ฝ่ายเดียวกัน เราไม่ต้องฝืนธรรมชาติ
เราไม่ต้องต่อสู้อีกต่อไป เพราะเรากับธรรมชาติได้มายืนอยู่ข้างเดียวกันแล้ว"
กิจจา เจียรวัฒนกนก
จาก ปาจารยสาร ปีที่ ๓๒ ฉบับที่ ๗ กันยายน-ธันวาคม ๒๕๕๑
จาก ปาจารยสาร ปีที่ ๓๒ ฉบับที่ ๗ กันยายน-ธันวาคม ๒๕๕๑
Harmony In Balance - Nawang Khechog



0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น